เล่นยังไงให้ฟิต

fasai1-resized

 

ปรกติแล้วคนที่ตัวใหญ่มักจะกินอาหารในปริมาณมากกว่าคนที่ตัวเล็กกว่า เพราะร่างกายของคนที่ตัวใหญ่ต้องการพลังงานมากกว่านั้นเอง ดังนั้นกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาก็ต้องการพลังงานในการหล่อเลี้ยงมันมากขึ้น นั่นหมายถึง อัตราการเผาผลาญในแต่ละวันที่มากขึ้นนั้นเอง

นอกจากนี้ ผู้ที่มีกล้ามเนื้อก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬา หรือการทำกิจกรรมต่างๆได้เช่นกัน และแน่นอนว่าผู้ที่มีกล้ามย่อมดูดีกว่า คนที่อ้วนหรือผอมแห้ง และไม่เพียงเท่านั้นร่างกายของเราก็จะสุขภาพดีขึ้นเช่นกัน เพราะกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ไขมันสะสม โคเลสโตรอล น้ำตาลในเลือด ก็จะน้อยลง และนั่นก็จะทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

นี้เป็นเพียงเหตุผลเล็กๆ เท่านั้นที่ทำไมคุณถึงจะต้องสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ตัวเอง และไม่ใช้ผู้ชายเท่านั้น เพราะผู้หญิงที่อยากมีรูปร่างที่ดีก็ควรที่จะเล่นเวทเช่นกัน เรามาดูกันเล่นว่ามีท่าเล่นเวทเทรนนิ่ง ท่าไหนมาที่จะช่วยให้เราฟิตขึ้น

ท่าที่ 1 Barbell Bench Press

เริ่มจากให้เรานอนลงที่เก้าอี้ออกกำลัง แล้วใช้มือจับบาร์เบลให้กว้างพอประมาณ จากนั้นดึงบาร์เบลลงมาที่หน้าอกและดันขึ้นช้า ๆ ทำให้ได้ 4 เซต เซตละ 10-15 ครั้ง

ท่าที่ 2 Ez-Bar Preacher Curl

ให้เราตั้งท่าเตรียมตัวด้วยการยืนและวางแขนทั้งสองข้างที่แผ่นรอง พร้อมจับบาร์เบลไว้ จากนั้นให้งอข้อศอกยกบาร์เบลขึ้น โดยไม่ให้แขนลอยขึ้นตาม ควรฝึกเซตละ 10-15 ครั้ง ทั้งสิ้น 4 เซต

ท่าที่ 3 Barbell Row

เริ่มท่านี้ด้วยการยืนก้มตัวไปข้างหน้าและจับบาร์เบลไว้ที่ระดับเข่า เมื่อพร้อมแล้วให้ดึงบาร์เบลถึงบริเวณหน้าขา ฝึกให้ครบ 4 เซต เซตละ 8-12 ครั้ง

ท่าที่ 4 Barbell Squat

เริ่มด้วยการยืนแยกขาพอประมาณ โดยยกบาร์เบลไปวางไว้เหนือบ่า จากนั้นย่อตัวลงช้า ๆ ในท่า Squat แล้วลุกขึ้นมาท่าเดิม ควรฝึกให้ครบ 4 เซต เซตละ 8-15 ครั้ง

ท่าที่ 5 Barbell Standing Calf Raise

ให้เรายืนวางเท้าลงบนแผ่นน้ำหนักให้มีความกว้างพอประมาณ พร้อมแบกบาร์เบลไว้ที่บ่า เมื่อตั้งท่าเตรียมเสร็จ ให้ยกส้นเท้าขึ้น-ลงช้า ๆ ทำจนครบ 15-20 ครั้ง ทั้งหมด 4-5 เซต

 

และนี้เป็นท่าเวทเทรนนิ่งที่เราควรจะทำเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ แต่ก็ยังมีท่าเวทเทรนนิ่งอีกมากมายที่ แต่ก็ยังมีท่าอีกมากมายที่เป็นท่าเวทเทรนนิ่งที่ใช้ได้ผลจริง สุดแล้วแต่เราจะนำมาปรับใช้

 

มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างชาญฉลาดกัน

สุขภาพดีเราต้องดูแลตนเอง นอกจากอาหาร อากาศบริสุทธิ์ และจิตใจสบายไม่เครียดแล้ว การออกกำลังให้สุขภาพดีนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่มักจะมีข้อแก้ตัวบ่อยๆว่า ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ความจริงแล้วไม่ต้องใช้เวลามากมายเพียงแค่วันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็พอ จะเกิดผลดีต่อหัวใจและปอด และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่มากมายหรือเครื่องมือราคาแพงอะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว วิธีดีที่สุดคือการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ในกรณีที่สิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านไม่สะดวกหรือเสี่ยงกับอุบัติเหตุ อาจใช้วิธีถีบจักรยานอยู่กับที่หรือเดินบนสายพานในขณะที่ฟังข่าวหรือดูละคร โทรทัศน์ ต้องถือว่าการออกกำลังกายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน

ถ้าคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและได้ประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณต้องออกกำลังกายแบบชาญฉลาด คือ เริ่มต้นอย่างถูกวิธี เลือกให้เหมาะกับเพศและวัยของตนเอง รวมถึงสังขารที่เราปล่อยปละละเลยมานาน ฉะนั้นแนวทางที่ชาญฉลาดและดีที่สุดก็คือให้จำหลัก 4 อย่างคือ BEST

B(Body) คือ จะต้องเตรียมร่างกายหรือพูดง่ายๆคือ เจียม Body (ร่างกาย )ซึ่งบางครั้งดูจากภายนอกไม่ได้ ถ้าคุณขาดการออกกำลังกายช่วงประมาณ 1-2 เดือน สมรรถภาพทางกายของคุณจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

E(Enjoy) คือ ความพึงพอใจและสนุกสนานเมื่อออกกำลังกายจะมีฮอร์โมนเอ็นโดฟิน หลั่งออกมา ทำให้รู้สึกสบาย ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจและเป็นส่วนส่งเสริมอย่างมากเมื่อออกกำลังกายไประยะหนึ่งร่างกายสามารถปรับเข้าที่แล้วควรเลือกกิจกรรมที่ชอบมาปฏิบัติ จะเป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

S(Safety) คือ ความปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวังอย่างมาก หลายคนหลังออกกำลังกายแล้ว ไม่รู้สึกสดชื่น เมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นไม่ค่อยทัน แสดงว่าการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬานั้นอาจจะหนักเกินไปร่างกายรับไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง

T(Target) คือเป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจหรืออระดับความเหนื่อยที่แน่นอนและตรวจวัดได้ตลอดการออกกำลังกาย จึงจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดการบาดเจ็บง่าย เพราะในขณะออกกำลังกายความหนักจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณได้ใช้พลังงานจากการสลายไขมันหรือน้ำตาลในเลือด มีการสะสมกรดแลคติคมากน้อยเพียงใด รวมถึงระดับที่จะช่วยกระตุ้นให้ระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันทำงานหรือไม่หรือทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นหรือเปล่าโดยแบ่งออก 4 ระดับ

ระดับที่ 1 ความเหนื่อยต้องได้ 50-55% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Max Hr =220-อายุ) เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ ผู้มีความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งถ้าต่ำกว่านี้เกือบจะไม่ได้อะไรเลย

ระดับที่ 2 ความเหนื่อย 55-65 % ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด เหมาะสำหรับผู้ ต้องการควบคุมน้ำหนักเพราะร่างกายจะสลายไขมันเป็นพลังงานและกระตุ้นทำให้ระดับฮอร์โมนต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นปกติ เช่น ระดับฮอร์โมนเพศของชายวัยกลางคนจะไม่ลดลงอย่างรวดเร็วตามธรรมชาติ

ระดับที่ 3 ความเหนื่อย 65-85 % ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด เหมาะสำหรับผู้ต้องการเพิ่มสมรรถภาพหัวใจให้แข็งแรงขึ้น หรือฟิต ขณะออกกำลังกายและเล่นกีฬาจะเหนื่อยช้าและหายเหนื่อยเร็ว ดังนั้นในวัยหนุ่มสาวจำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อยกระดับสมรรถภาพหัวใจให้สูงขึ้นก่อนเพราะถ้าอายุมากกว่า 45 ปี แล้วจะมีความเสื่อมถอยของร่างกายอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับระดับฮอร์โมนเพศที่ลดลง

ระดับที่4 ความเหนื่อย 85-95% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ระดับนี้เหมาะกับนักกีฬาที่ฝึกซ้อมเพื่อชัยชนะหรือการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งนักกีฬาเองก็จะอยู่ในช่วงนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ

,

การฝึกโยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ส่งผลดี

การฝึกโยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ส่งผลดี
“โยคะคนท้อง” กระแสการฝึกโยคะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผู้ฝึกโยคะมักกล่าวถึงผลที่ได้รับจากการฝึกทั้งทางร่างกายและจิตใจ การยืดเหยียดร่างกาย บวกการหายใจและสมาธินั้น ฟังดูแล้วไม่โลดโผนเกินไปสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ การฟังว่าร่างกาย จิตใจ และหัวใจของเรารู้สึกอย่างไร และต้องการอะไรนั้น สำคัญมากในเวลาที่คุณตั้งครรภ์ และเป็นการรับรู้ สื่อสารถึงลูกในท้องของคุณด้วย และคือหนึ่งในหัวใจของการฝึกโยคะเช่นกัน

การฝึกโยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ส่งผลดี

  1. สุขภาพจิตดีเมื่อเริ่มฝึกโยคะจะต้องตั้งสมาธิและจิตให้ดี โยคะสอนให้กำหนดจิตทำให้คุณแม่มีสมาธิดี
  2. ร่างกายเกิดความสมดุลการทำงานของร่างกายจะทำงานได้อย่างราบรื่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะทำงานสัมพันธ์กัน การกำหนดลมหายใจขณะทำโยคะจะเชื่อมโยงกับระบบประสาทแบบอัตโนมัติ ระบบหมุนเวียนของเลือดก็จะไหลได้ดี
  3. สุขภาพกายดีการเล่นโยคะจะทำให้ระบบต่างๆในร่างกายคุณแม่ทำงานได้ดี ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขับของเสียออกจากร่างกายจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ เช่น ขับเหงื่อ อุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น
  4. ช่วยบรรเทาอาการบวม รวมทั้งอาการตะคริว
  5. ช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของโครงสร้างอวัยวะรวมทั้งจิตใจของทารก เพราะการฝึกจะช่วยการหมุนเวียนของเลือดและส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงทารกได้อย่างเต็มที่
  6. ช่วยในการบรรเทาอาการปวดหลัง ซึ่งมักเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
  7. การฝึกโยคะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างความยืดหยุ่น ตลอดจนการบรรเทาความตึงเครียดระหว่างการตั้งครรภ์
  8. ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ เช่น อาการคลื่นไส้ในตอนเช้า อาการกล้ามเนื้อหรือข้อต่อต่างๆ เจ็บตึง
  9. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและอุ้งเชิงกรานแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยให้รูปร่างคุณแม่หลังคลอดกลับสู่ปกติได้เร็วขึ้น
  10. ขณะที่ฝึกโยคะ คุณแม่จะได้ฝึกสมาธิไปในตัวในการกำหนดการหายใจเข้า-ออก พร้อมกับการฝึกอาสนะต่างๆ
  11. การฝึกโยคะรวมเป็นกลุ่มจะทำให้คุณแม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องราวการตั้งครรภ์ และสร้างสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่ม

การออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัวกำลังจะกลายเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน

43เราอาจจะคุ้นเคยกับการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งกันมานาน แต่ขอบอกเลยค่ะว่าวิธีการออกกำลังกายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และยากอย่างที่คิด เพราะการออกกำลังกายนี้จะใช้น้ำหนักตัวของเราเป็นหลักค่ะ ซึ่งวิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการสำรวจกับผู้เชี่ยวชาญกับการออกกำลังกายทั่วโลกกว่า 3,000 คน พบว่า การออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัวกำลังจะกลายเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน เพราะในปัจจุบันมีคนออกกำลังกายมากขึ้น แต่สถานออกกำลังกายก็ยังคงไม่เพียงพอ รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับเวทเทรนนิ่ง ผู้ที่ออกกำลังกายบางส่วนก็ไม่มีเวลาที่จะออกไปโรงยิมหรือฟิตเนส ทำให้การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัวจะกลายเป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับคนออกกำลังกายมากขึ้น แค่เพียงใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้านในการออกกำลังกาย แถมยังมีท่าในการออกกำลังกายมากมายให้เลือก เพื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อาทิเช่น การวิดพื้น หรือการกระโดด 1 ครั้ง สลับกับ วิดพื้น 1 ครั้ง ที่เรียกว่าท่า Burpees ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือไปยังสถานออกกำลังกายก็ทำได้ แน่นอนค่ะว่ามันให้ผลดีมาก ๆ เช่นเดียวกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง เผลอ ๆ จะดีกว่าด้วยล่ะ

แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาสูตรการออกกำลังกายนี้ ได้รับความนิยมลดลงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการออกกำลังกายชนิดนี้จะหมดความนิยมแต่อย่างใด เพราะการออกกำลังกายชนิดนี้เป็นการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้น ใช้เวลาน้อย และไม่ทำให้ร่างกายหักโหมมากเกินไป แถมยังออกกำลังกายได้ทุกที่อีกด้วยค่ะ ซึ่ง Donna Cyrus รองประธานอาวุโสด้านโปรแกรมการออกกำลังกายของ Crunch Fitness ได้อธิบายไว้ว่า ที่การออกกำลังกายวิธีนี้ได้รับความนิยมก็เพราะ HIIT เป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในระยะสั้น ๆ และผู้ที่ออกกำลังกายสามารถสังเกตเห็นได้ถึงผลของการออกกำลังกาย และในเมื่อ HIIT สามารถทำให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการออกกำลังกายเพียงวันละ 20 นาที แล้วใครจะอยากใช้เวลาหลาย ๆ ชั่วโมงต่อวันในการออกกำลังกายแบบเดิม ๆ อีกล่ะ จริงไหม

การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี

209906-50b5687f433acการว่ายน้ำทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และยังช่วยให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงได้ด้วย เพราะการที่เราว่ายน้ำเป็นประจำจะทำให้สภาพร่างกายทางด้านชีวภาพของเราดูเด็กขึ้นถึง 20 ปี จากอายุจริง เพราะคนที่ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำนี้จะมีระบบการทำงานของหัวใจกับหลอดเลือดที่ดี ลดระดับคอเลสเตอรอล ระบบประสาท การคิด รวมถึงความดันเลือดที่เท่ากับคนที่อายุน้อย คนที่ต้องการชะลอวัย ก็น่าจะพิจารณาการออกกำลังกาย ด้วยการว่ายน้ำเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับเป้าหมายในการลดความอ้วน เพราะการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากๆอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่มีอาการบาดเจ็บที่ข้อต่อ และต้องการหลีกเลี่ยงการกระแทกหรือการกระโดด ให้ลองสลับการออกกำลังกายแบบปกติ มาลองว่ายน้ำดูบ้าง

กีฬาว่ายน้ำก็เป็นกิจกรรมที่มีแรงต้านทานอย่างหนึ่งซึ่งจะช่วยให้เราต้องออกแรงมากขึ้น นอกจากการว่ายน้ำจะช่วยให้เราได้เบิร์นแคลอรี่แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย เพราะเป็นกิจกรรมที่บังคับให้เราได้ขยับร่างกายทุกสัดส่วน โดยเฉพาะกับท่าฟรีสไตล์ที่ต้องออกกำลังแขนและตีขาไปพร้อมๆกัน ส่วนศีรษะก็ต้องหันซ้าย หันขวาเหนือน้ำเพื่อหายใจด้วย ซึ่งสามารถช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้มากถึง 475-700 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอัตราความเร็วของการว่ายน้ำ การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น ช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก ผู้ที่ยังว่ายน้ำไม่เก่งสามารถเกาะแผ่นช่วยว่ายน้ำ แต่ต้องว่ายน้ำต่อเนื่อง 15-20 นาที

เคล็ดลับการลดน้ำหนักด้วยการว่ายน้ำ

1.ว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ เป็นท่าว่ายน้ำที่สามารถว่ายได้เร็วที่สุดและใช้แรงเยอะที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งแรงขึ้นด้วย
2.ว่ายน้ำท่ากบ เป็นท่าที่ช่วยขยายปอด ใช้กล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อหัวไหล่ และกล้ามเนื้อแขนแข็งแรง ที่สำคัญที่สุดนั้นควรวอร์มอัพก่อนว่ายท่านี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับหัวเข่าหรือบริเวณหลังได้
3.ว่ายน้ำท่ากรรเชียง ทำให้กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อแขน และกล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งแรง จึงเหมาะสำหรับการผ่อนคลายหลังจากการทำงาน
4.ว่ายน้ำท่าผีเสื้อ ช่วยเหยียดร่างกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ควรมีผู้ฝึกสอนให้ว่ายอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่และหลังได้

, ,

วิธีลดหน้าท้องอย่างสนุก โดยการเล่นฟิตเนสบอล

ลูกบอลฟิตเนสกลมๆโตๆ ที่เด้งดึ๋งกลิ้งไปมา ซึ่งคุณสาวๆหลายๆคนคงจะเคยเห็น หรือเคยลองขึ้นไปนั่งเล่นกันมาบ้างแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เจ้าฟิตเนสบอลจอมเด้งดึ๋งนี้ จะมีคุณสมบัติที่ช่วยในการลดหน้าท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากชนิดที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ฟิตเนสบอลช่วยลดหน้าท้องได้อย่างไร
ฟิตเนสบอล เป็นลูกบอลทรงกลมขนาดใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการบริหารร่างกายได้อย่างมากมายหลากหลายท่า รวมทั้งเป๋นวิธีลดหน้าท้องให้เรียบกระชับมากยิ่งขึ้น และยังช่วยในการลดไขมันที่สะสมอยู่บริเวณหน้าท้องได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ฟิตเนสบอลยังมีความนุ่มนวล ปลอดภัย เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาที่หลัง ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดอาการบาดเจ็บขึ้น ในขณะที่กำลังออกกำลังกายบริหารพุงอยู่

การนั่งทรงตัวอยู่บนฟิตเนสบอลที่มีลักษณะเป็นทรงกลมนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบากเอาการเลยทีเดียว แต่ในความยากลำบากนี้เองที่จะช่วยให้คุณสาวๆเกิดการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องไปโดยอัตโนมัติ จึงทำให้กลายมาเป็นวิธีลดหน้าท้องให้เล็กลงได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกฟิตเนสบอลให้เหมาะสมกับตัวเอง
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลดพุงอย่างสูงสุด คุณสาวๆจึงควรที่จะเลือกฟิตเนสบอลที่เหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง โดยสามารถใช้ส่วนสูงเป็นเกณฑ์วัดอย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้
1.คนที่สูงน้อยกว่า 150 เซนติเมตร ควรเลือกฟิตเนสบอลที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 55 เซนติเมตร
2.คนที่สูงระหว่า 150-170 เซนติเมตร ควรเลือกฟิตเนสบอลที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 เซนติเมตร
3.คนที่สูงมากกว่า 170 เซนติเมตร ควรเลือกฟิตเนสบอลที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร

วิธีการลดหน้าท้องโดยการเล่นฟิตเนสบอล
สำหรับคุณสาวๆที่เริ่มจะมองเห็นประโยชน์จากวิธีลดหน้าท้องที่เกิดขึ้นจากฟิตเนสบอล ก็สามารถที่จะทำการออกกำลังกายโดยใช้ฟิตเนสบอล หรือประยุกต์ใช้ฟิตเนสบอลในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยในการลดหน้าท้องได้อย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้
1.การลดหน้าท้องโดยใช้ฟิตเนสบอลในชีวิตประจำวัน เพียงแค่คุณสาวๆเปลี่ยนการนั่งดูโทรทัศน์จากเก้าอี้มาเป็นฟิตเนสบอลแทน ในระยะเวลานานๆ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณท้อง และทำให้หน้าท้องแบนราบมากยิ่งขึ้น และในขณะที่กำลังนั่งทรงตัวอยู่บนฟิตเนสบอล ควรทำสมาธิหลับตา เพราะจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อของร่างกายมีการทำงานที่หนักมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการช่วยรักษาสมดุลของร่างกายเอาไว้อีกด้วย
2.การออกกำลังกายโดยใช้ฟิตเนสบอล สำหรับท่าออกกำลังกายโดยการใช้ฟิตเนสบอลมีอยู่หลากหลาย ซึ่งคุณสาวๆสามารถเลือกนำไปใช้ในการออกกำลังกายเพื่อลดพุง ดังต่อไปนี้

ท่าบริหารลดพุงท่าที่ 1 ครันช์ (Crunch) : เริ่มต้นจากการนอนคว่ำลงไปที่ฟิตเนสบอล โดยให้หน้าท้องสัมผัสที่ตัวลูกบอล เหยียดขาให้ตึง กางขาออกจากกันเล็กน้อย เพื่อใช้เป็นฐานในการทรงตัว
-จากนั้นให้นำมือทั้งสองข้างมาประสานกันที่ท้ายทอย และทำการเกร็งหน้าท้องโดยการหายใจเข้าออก แล้วจึงค่อยๆโยกตัวส่วนบนขึ้น – ลง อย่างช้าๆ โดยพยายามอย่าออกแรงมาก เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดความเสียสมดุล จนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่หลังขึ้นได้
-ทำซ้ำในท่าบริหารดงกล่าวไปเรื่อยๆ หรือจะทำเป็นเซ็ต โดยขยับขึ้นลง 8-10 ครั้ง ให้นับเป็น 1 เซ็ต
ท่าบริหารลดพุงท่าที่ 2 Lying Crunch on ball : เริ่มต้นจากการนั่งอยู่บนลูกบอล แล้วขยับตัวให้ลูกบอลอยู่ระหว่างสะโพกและหลัง ส่วนเท้าให้แยกออกจากกัน ให้ขาอยู่ในลักษณะตั้งฉากกับพื้น โดยพยายามประคองร่างกายอยู่บนลูกบอลให้สมดุล จากนั้นให้ประสานมือเอาไว้ที่บริเวณท้ายทอย เกร็งหน้าท้อง แล้วยกตัวขึ้น-ลง คล้ายกับการซิทอัพ

เชื่อว่าวิธีลดหน้าท้อง โดยการใช้ฟิตเนสบอลนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยากจนเกินความสามารถของคุณสาวๆนัก ขอเพียงแค่มีความตั้งใจจริง และออกกำลังกายโดยการใช้ฟิตเนสบอลอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้คุณสาวๆก็เตรียมโบกมือลา บ๊าบ บาย หน้าท้องที่เต็มไปด้วยพุงย้วย พร้อมกับกล่าวสวัสดีหน้าท้องที่สวยงามแบนราบได้แล้ว

การเลือกการออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงเพื่อสุขภาพที่ดี

ารที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ส่งเสริมให้บุคคลนั้นประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ อาทิเช่น ด้านการศึกษา ด้านการทำงาน เป็นต้น เนื่องจากผู้มีสุขภาพแข็งแรงจะมีความสามารถทางร่างกาย จิตใจ และเวลามากกว่าคนที่ไม่แข็งแรง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า การมีสุขภาพดีนั้นเป็นเรื่องที่คนทุกคนปรารถนา ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ อโรคา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งการที่เราจะมีสุขภาพที่ได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการขอพรจากสิ่งศักดิ์ แต่เราทุกคนสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง คือการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น โดยเฉพาะการออกกำลังกายนั้นเป็นทั้งยาป้องกันโรค ยารักษาโรค และยาบำรุงอย่างดีที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากไปหาซื้อ ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อคนทุกเพศทุกวัย

การออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรง
การเลือกการออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงเข้าไปในโปรแกรมการออกกำลังกายของคุณ จะช่วยพัฒนาการจัดท่าทางร่างกายที่ถูกต้องและช่วยเสริมบุคลิกภาพของคุณได้ นอกจากนี้การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อยังเป็นการช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ เพราะกล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆแม้ในขณะพัก จึงนับเป็นผลกำไรอีกอย่างหนึ่งของการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงเป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อสู้กับแรงต้านทาน คุณจึงอาจคุ้นกับคำว่าการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน ซึ่งสามารถใช้แผ่นยางยืด ดัมเบล เครื่องยกน้ำหนัก หรือแม้แต่ใช้น้ำหนักตัวคุณเองเป็นแรงต้านในการออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมายคือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดหลักๆทั่วร่างกายให้ได้ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ต้องไม่ใช้น้ำหนักมากจนเกินไป ให้คุณหาระดับความหนักที่พอเหมาะสำหรับตนเองในการออกกำลังกายให้ได้ยกละ 8 – 12 ครั้ง คุณอาจจะตั้งใจออกกำลังกายด้วยการไปที่ห้องออกกำลังกายหรือยกน้ำหนักที่บ้าน แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันหลาย ๆ อย่าง เช่น การหิ้วของหรือการทำสวนก็ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น

– ถ้าคุณไม่ค่อยได้ยืดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่กล้ามเนื้อนั้นจะหดตัวลงและลดความยืดหยุ่น ซึ่งจะทำให้ข้อต่อยึดติดและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทุกส่วนของร่างกายเป็นประจำทุกวัน
– โยคะ พิลาทิส และ ไทเก็ก เป็นการออกกำลังกายที่เน้นความนุ่มนวลและการยืดหยุ่น การที่คุณค่อยๆผ่อนคลายและยืดกล้ามเนื้อในท่าทางต่างๆค้างท่าไว้สักระยะ พร้อมกับตั้งสมาธิจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จะทำให้ร่างกายมีทั้งความยืดหยุ่นและความแข็งแรงเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้คุณได้ผ่อนคลาย การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ร่างกายมีความสมดุลและเสริมบุคลิกภาพที่ดี

ข้อปฏิบัติที่สำคัญ
– การเดิน การเล่นฟุตบอลและการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดีและใช้อุปกรณ์เสริมไม่มาก คุณยังสามารถออกกำลังกายโดยลำพังหรือออกกำลังกายร่วมกับเพื่อนๆได้ด้วย
– พยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือเล่นโยคะทุกวัน เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวข้อต่อและป้องกันการบาดเจ็บ
– พยายามออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงให้ได้ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง

การเจริญเติบโตและการเสื่อมโทรมอวัยวะต่าง ๆ จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติแต่การออกกำลังกาย

2

จากสภาพปัจจุบันความเจริญเติบโตทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ  ดังนั้น คุณภาพชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นกลไกหลักที่จะขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้า การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม สิ่งหนึ่งที่เราสามารถจะส่งเสริมให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี วิธีการหนึ่งนั่นก็คือ การออกกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายและใจ เมื่อสองสิ่งนี้มีความเข้มแข็งร่างกายของเราก็จะมีสุขภาพแข็งแรงสามารถเรียน ทำงาน หรือดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีรายงานการวิจัยพบว่าเหตุผลของการไม่ออกกำลังกายของประชาชนชายและหญิง คือ ไม่มีเวลาและอาจสืบเนื่องมาจากสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร ดังนั้น ความต้องการทางด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกจึงเป็นเครื่องมือช่วยให้พฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรได้ดีขึ้น จากเหตุผลดังกล่าว จึงควรมีการส่งเสริม และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายให้ถูกต้อง

แม้ว่าการเจริญเติบโตและการเสื่อมโทรมอวัยวะต่าง ๆ จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติแต่การออกกำลังกายก็เป็นวิธีการทางธรรมชาติ ที่มีผลทำให้อวัยวะมีการเจริญเติบโตเต็มศักยภาพมีความสมบูรณ์และแข็งแรง ชะลอการเสื่อมและมีการพัฒนาทั้งรูปร่างและความสามารถในการทำงาน การใช้อวัยวะต่าง ๆ ไม่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว  จะส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นเจริญเติบโตช้าไม่สมบูรณ์และไม่แข็งแรง โอกาสที่จะเสื่อมโทรมมีมากขึ้นและอาจเป็นสาเหตุของการนำโรคได้ง่าย ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจ การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพทั้งสุขภาพกายและใจ

จึงเป็นสิ่งที่ทุกประเทศกำลังรณรงค์ให้ความสำคัญโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันและความเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการขาดการเคลื่อนไหว เช่น โรคหัวใจ โรคทางกระดูก โรคเกี่ยวกับปวดเมื่อย ฯลฯ ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกำลังกายคืออะไร เพื่อจุดประสงค์ใดและสาเหตุที่ไม่ค่อยมีการออกกำลังกายของประชาชนเนื่องมาจากความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสถานที่หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่เพียงพอ หรือเพราะสาเหตุเนื่องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์เองหรือไม่ ตราบใดก็ตามเมื่อมนุษย์ยังมีการเคลื่อนไหวการกีฬาและการออกกำลังกายย่อมมีบทบาทส่งเสริมการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ฉะนั้น การกีฬาและการออกกำลังกายจึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประจำวัน

ประโยชน์ของการเล่นโยคะ เพื่อสุขภาพและความงาม

เนื่องจากการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาตลอดจนการบริหารร่างกายเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการมีสุขภาพดี และกิจกรรมการออกกำลังกายก็มีมากมายหลายชนิด  เช่น  การวิ่ง  ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  เต้นรำ  รำไท้จี๋  ฝึกซิกง และฝึกโยคะ เป็นต้น กิจกรรมแต่ละอย่างมีรูปแบบการเคลื่อนไหวและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไป ซึ่งก็นับว่าเป็นข้อดีเพราะจะทำให้ผู้ที่สนใจเรื่องการดูแลสุขภาพได้มีโอกาสเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายตามความชอบและความสนใจของตน

โยคะ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกิจกรรมการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมเพื่อบริหารกายและจิต ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน จะเห็นได้จากปริมาณของสื่อต่างๆ ได้แก่ หนังสือ วิดีโอ วีซีดี ที่เพิ่มขึ้น โยคะที่ดีต่อสุขภาพก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยเบิร์นแคลอรี่ ปราบเซลลูไลท์ และแก้ปัญหาส่วนเกินในจุดที่คุณสาว ๆ กังวลได้ ถ้ายิ่งฝึกบ่อย ๆ ยังช่วยให้คุณสาว ๆ ดูเด็กลงด้วย ประโยชน์เพียบแบบนี้ชักอยากลุกขึ้นมาฝึกโยคะแล้วสิ แต่ถ้าใครมีปัญหาไม่มีเวลาไปเข้าคอร์สโยคะที่ได้

ปัจจุบันโยคะถือเป็นการออกกำลังกายยอดนิยม ส่วนใหญ่สาวๆ ให้เหตุผลว่าเล่นโยคะแล้วร่างกายฟิตแอนเฟิร์ม หรือการเล่นเป็นประจำเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้มีรูปร่างที่ผอมเพรียวและร่างกายที่ยืดหยุ่นดี หากแท้ที่จริงแล้วโยคะอันเป็นศาสตร์ที่กำเนิดขึ้นมานานกว่า 2000 ปีนั้น ให้ประโยชน์แก่ผู้ฝึกอย่างไร

ประโยชน์ทางด้านร่างกาย
– ร่างกายมีความยืดหยุ่น(Flexibility): ร่างกายของผู้ฝึกโยคะจะได้รับยืดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องอยู่ในท่าเดิมๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้ร่างกายตึงและยึด เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะฝึกโยคะ
– เพิ่มความแข็งแรง (Strength): ท่าโยคะหลายท่าที่ผู้เล่นจะต้องแบกน้ำหนักของตัวเองในรูปแบบที่แต่งต่างจากในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่นท่า Plank (ลักษณะเหมือนท่าวิดพื้น แต่แขนตรง ไม่งอข้อศอก)
– มีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วน: ผลพวงของการมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นคือร่ายกายจะมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อที่ได้จะได้สัดส่วนทั่วทั้งร่างกาย เนื่องจากท่าโยคะต่างๆ นั้นเป็นการบริการตั้งแต่หัวจรดเท้า
– อาการปวดตามส่วนต่างๆ ในร่ายการจะลดลง : ยกตัวอย่างสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง หลังจากคุณฝึกโยคะร่างกายจะมีพัฒนาการในด้านการยืดหยุ่นและความแข็งแรงเพิ่มขึ้น คนที่ปวดหลังส่วนมากเกิดจากการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือขับรถเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจจะทำให้เส้นตึง ยึด หรือเส้นประสาทที่กระดูกสันหลังถูกกดทับ ซึ่งถือว่าโยคะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้เหมาะสมอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ผู้ฝึกจะมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
– มีการหายใจที่ดีขึ้น: คนส่วนมากมักจะหายใจไม่ลึกและไม่ให้ความสำคัญกับการหายใจเท่าที่ควร การหายใจแบบโยคี (Pranayama) เป็นการฝึกที่ต้องเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจและฝึกให้เราหายใจโดยใช้ปอดอย่างเต็มกำลังความสามารถซึ่งร่างกายทุกส่วนจะได้รับประโยชน์ การหายใจแบบโยคีมีหลายประเภทมาก บางประเภทช่วยให้ช่องทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น บางประเภทช่วยทำให้ระบบประสาทส่วนกลางที่เกี่ยวกับการทำงานของร่างกาย (central nervous  system)  สงบและผ่อนคลาย  ทั้งนี้ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
– โยคะเป็นการออกกำลังการที่ใช้น้ำหนักตัวเองช่วย (weight bearing): ซึ่งจะช่วยให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้น เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงวัยทองผู้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน และกระดูกบาง

 

 

,

ประโยชน์น่ารู้ที่ร่างกายได้รับจากการขี่จักรยานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ


ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนมากหันมาขี่จักรยานกันมากขึ้น มีทั้งขี่เพื่อความสนุกสนาน และเพื่อออกกำลังกาย ถึงขนาดมีการตั้งเป็นกลุ่มเฉพาะขึ้นมาด้วย เช่น กลุ่มคนขี่จักรยานฟิกซ์ เกียร์ เป็นต้น แต่ทราบกันหรือไม่ว่า การขี่จักรยาน ยังให้ประโยชน์กับร่างกายอีกหลายอย่างเลยทีเดียว ข้อดีเกี่ยวกับการขี่จักรยานให้ได้ทราบกัน

1. เป็นวิธีออกกำลังที่แสนง่าย
ใครที่ไม่อยากเสียเงินค่าสมัครสมาชิกฟิตเนสเพื่อออกกำลังกาย และต้องเสียเวลาเดินทางไปอีก ลองหันมาหยิบเจ้าจักรยานสองล้อที่บ้านมาขี่แทนสิ ไม่ว่าจะออกไปซื้อของ ไปบ้านเพื่อน หรือขี่กินลมชมวิวรอบ ๆ หมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายแบบง่าย ๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกรายปีให้สิ้นเปลืองแต่อย่างใด แค่ลงทุนซื้อจักรยานสักคันก็เพียงพอแล้ว
2. ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือด และการทำงานของหัวใจดีขึ้น
รู้หรือไม่ว่า การขี่จักรยานเป็นวิธีช่วยให้หัวใจได้ออกกำลังกายอีกทางหนึ่งด้วยนะ เพราะทุก ๆ ครั้งที่ขี่จักรยานจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และเต้นอยู่ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับหัวใจได้ดีเชียวล่ะ นอกจากนี้ยังช่วยให้ปอดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย
3. เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย
หากปั่นจักรยานเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของคุณก็ยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ลองสังเกตตัวเองดูสิ เช่น เดือนแรกคุณปั่นได้วันละ 5 กิโลเมตร พอเข้าเดือนที่สองคุณอาจขี่ได้ระยะทางมากกว่าเดิม โดยที่ยังไม่รู้สึกเหนื่อยด้วยซ้ำ
4. ช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ
กล้ามเนื้อบริเวณช่วงขาของคุณจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ก็เพราะการขี่จักรยานนี่แหละ นอกจากนี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ และสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย
5. ลดน้ำหนัก
การขี่จักรยานออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากวิธีหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และขจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินเข้าคอร์สตามสถาบันความงามต่าง ๆ ให้สิ้นเปลืองแต่อย่างใด ซึ่งการขี่จักรยานเพียง  1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า 600 แคลอรี่ เลยทีเดียว และหากยิ่งขี่ขึ้นภูเขาด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งเผาผลาญได้มากอีกหลายเท่าตัว
6. เป็นพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หากว่าที่ทำงานของคุณไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านมากนัก ลองขี่จักรยานไปทำงานดูบ้างสิ นอกจากจะทำให้คุณมีรูปร่างดีจากการออกกำลังแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ใด ๆ ที่เป็นตัวปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาสู่โลกภายนอก
7. ช่วยให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้น
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การขี่จักรยาน เป็นการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย เพราะเวลาที่คุณขี่จักรยานตามสวนสาธารณะที่อุดมไปด้วยต้นไม้สีเขียวจำนวนมากรายล้อมอยู่รอบ ๆ จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายกว่าเดิม รวมทั้งได้สูดบรรยากาศบริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรออกมาขี่จักรยานข้างนอก ดีกว่าขี่จากเครื่องออกกำลังตามฟิตเนสนะ

การดูแลสุขภาพของตัวเราเองอย่างเหมาะสมถูกต้องในชีวิตประจำวัน

การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ซึ่งประกอบด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเราเองอย่างเหมาะสมถูกต้อง เช่น การรับประทานอาหาร อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ การป้องกันโรค การใช้ไลฟ์สไตล์ ที่ถูกต้องไม่ทำลายสุขภาพของตัวเราทั้งระยะสั้นและระยะยาวและที่สำคัญคือ การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีความสดชื่น กระฉับกระเฉง เป็นต้น ซึ่งวิธีการออกกำลังกายนั้นทำได้หลายวิธีแตกต่างกันเช่น การเดินเร็ว ๆ การวิ่งเยาะ ๆ การเต้นแกว่งแขน ยกขา อยู่กับที่ ในบ้าน ในสนามหน้าบ้าน การรำมวยจีน ไทเก็ก การใช้ไม้พลองประกอบ การทำโยคะ การเต้นแอโรบิคที่ถูกต้อง และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูตัวเราเองว่า อายุ สุขภาพ ของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนดีที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายของเรา มากที่สุด ไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามคนอื่น ๆ

เนื่องจากการดำรงชีวิตของคนเราในสังคมยุคปัจจุบัน ทั้งในเมืองเล็กเมืองใหญ่ ในแต่ละวันจะต้องตื่นแต่เช้ารีบเร่งไปทำงาน ตอนเย็นเลิกงานแล้วต้องรีบกลับบ้าน การจราจรที่ติดขัด ดังนั้นการที่จะบอกว่า ออกกำลังกายเวลาไหนที่ดีที่สุดนั้นคงบอกชัดเจนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเวลา และความพร้อมของแต่ละคน ตอนเช้าอากาศค่อนข้างดี มีมลภาวะน้อย ก็เหมาะในการออกกำลังกาย ตอนเย็นหลังจากเลิกงาน ช่วงเวลา 16:00 – 18:00 น. ก็เหมาะสม ไม่ต้องกังวลเรื่องไปทำงาน และเป็นช่วงที่ระบบกล้ามเนื้อที่ได้เคลื่อนไหวมาในตอนกลางวันแล้ว ทำให้การยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อดีขึ้นที่จะออกกำลังกายในตอนเย็น

ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนที่จะต้องพิจารณาตัวเอง ว่าควรจะออกกำลังกายเวลาไหนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง คงไม่มีกฎตายตัวสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งคือร่างกายของคนเราต้องมีการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายมีสุขภาพดีระยะเวลาในการออกกำลังกายจะออกกำลังกายนาน กี่นาที กี่ชั่วโมง เรื่องนี้ก็เช่นกัน ทางด้านการแพทย์ก็ไม่ได้กล่าวไว้ตายตัวว่าออกกำลังกายนานแค่ไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เช่นความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ

การเลือกเวลาออกกำลังกายเวลาเช้าตรู่และตอนเย็นเหมาะที่สุดในการออกกำลังกาย

ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่การออกกำลังกายจะให้ได้สุขภาพดีนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยรู้จักประมาณตน การประมาณตนในการออกกำลังกายแต่พอควร จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารและพลังงานส่วนเกินได้ดี มีข้อสังเกตคือ ถ้าออกกำลังกาย เหนื่อยแล้ว ยังฝืนต่อด้วยความหนักเท่าเดิม โดยไม่เหนื่อยเพิ่มขึ้น และพักไม่เกิน 10 นาที ก็รู้สึกหายเหนื่อย แสดงว่า ร่างกายทนได้ ตรงข้ามถ้าออกกำลังกายจนเหนื่อยทนไม่ไหว หรือพักแล้วยังไม่หายเหนื่อย แนะนำให้หยุด เพราะขืนเล่นต่อไป อาจเกิดหัวใจวายเฉียบพลันได้มีโรคประจำตัวหรือไม่ หากมี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเลือกวิธีการออกกำลังกายเพื่อความปลอดภัยแต่งกายเหมาะสม ควรใช้ผ้าฝ้าย เพื่อระบายความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย เพราะความร้อนจะเป็นตัวจำกัดการออกกำลังกาย แล้วยังทำอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายด้วย ส่วนการเลือกใช้รองเท้าที่ไม่เหมาะกับสภาพสนาม อาจส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหวและเกิดการบาดเจ็บได้

เลือกเวลาออกกำลังกาย เวลาเช้าตรู่และตอนเย็นเหมาะที่สุดในการออกกำลังกายมากกว่าตอนกลางวัน ซึ่งจะทำให้เหนื่อยเร็วและได้ปริมาณน้อย บางรายอาจหน้ามืดเป็นลมก็มี ทั้งนี้ควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เพราะจะส่งผลดีต่อการปรับตัวของร่างกายสภาพกระเพาะอาหาร ควรงดอาหารหนักเพื่อป้องกันการจุกเสียดก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระทบกระแทก เช่น รักบี้ฟุตบอล บาสเกตบอล รวมถึงกีฬาที่ต้องเล่นเป็นเวลานานๆ เช่น วิ่งมาราธอน จักรยานทางไกล ซึ่งควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายในปริมาณไม่ถึงอิ่มเป็นระยะๆ จะดีกว่า ดื่มน้ำเพียงพอ หลังการออกกำลังกาย ร่างกายจะสูญเสียเสียน้ำได้ถึง 2 ลิตร หรือมากกว่านั้น ดังนั้น ควรให้น้ำชดเชยในปริมาณเท่ากับที่สูญเสียไป โดยดื่มทีละนิดๆ เป็นระยะบาดเจ็บกลางคัน ขณะออกกำลังกาย ให้หยุดพักจะดีที่สุด แต่หากบาดเจ็บเล็กน้อย อาจออกกำลังกายต่อได้ แต่ถ้ารู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ก็ต้องหยุด เพราะการฝืนต่อไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจิตใจต้องพร้อม ควรทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง หากมีเรื่องไม่สบายใจ ก็ไม่ควรออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

การรักษาสมดุลของน้ำสำหรับการออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง ร่างกายจะสูญเสียของเหลวได้มากถึงหนึ่งลิตร ปริมาณอาจแตกต่างกันแล้วแต่บุคคล ประเภท และความยาวนานของการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ของเหลวจะสูญเสียทางเหงื่อและทางอากาศที่หายใจออก หากไม่มีการชดเชยก็อาจทำให้เราตกอยู่ในภาวะขาดน้ำได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพและความสามารถในการออกกำลังกายต่อไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะได้รับปริมาณของเหลวอย่างเหมาะสมทั้งระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย

ก่อนออกกำลังกาย

การรับน้ำอย่างเต็มที่ก่อนการออกกำลังกายเป็นเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น หากอยู่ในภาวะขาดน้ำก่อนที่จะออกกำลังกาย อุณหภูมิของร่างกายจะเพิ่มเร็วขึ้นและหัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลทางลบต่อประสิทธิภาพการทำงานและยังสามารถนำไปสู่ภาวะที่ร้ายแรง หากได้รับน้ำในระดับสูงตลอดวัน และยังไม่ได้ออกกำลังกายมาแปดถึงสิบสองชั่วโมง เราก็ควรจะมีความพร้อมที่จะออกกำลังกายในเวลาไหนก็ได้ของวัน วิธีตรวจสอบโดยคร่าว ๆ ด้วยการตรวจสีของปัสสาวะ ซึ่งควรจะเป็นสีเหลืองอ่อน ยิ่งเข้มเท่าใดแสดงว่าขาดน้ำมากเท่านั้น เมื่อรู้สึกว่าขาดน้ำให้ดื่มน้ำอย่างน้อยสี่ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย หากไม่ผ่านการทดสอบสีปัสสาวะ ให้ดื่มน้ำเพิ่มอีกสองชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย ซึ่งน่าจะเพียงพอในการกระจายไปทั่วร่างกายควรตั้งเป้าไว้ว่าจะดื่มน้ำ 400- 600 มิลลิลิตร ใน 2ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย

ระหว่างการออกกำลังกาย

หากมีภาวะขาดน้ำเพียงเล็กน้อยอาจมีผลกระทบทางลบต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ดีที่สุดคือการดื่มน้ำเสียแต่เนิ่นๆ ในวงรอบปกติขณะที่กำลังออกกำลังกายปริมาณน้ำที่ต้องการจะขึ้นอยู่กับปริมาณเหงื่อที่สูญเสีย ระยะเวลาที่ออกกำลังกาย สามารถคำนวณการสูญเสียของเหลวในการออกกำลังกายและประมาณการได้ว่าควรชดเชยน้ำเข้าไปเท่าใด ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย โดยการชั่งน้ำหนักตัวเองหลังจากการออกกำลังกายเปรียบเทียบกับน้ำหนักก่อนที่จะออกกำลังกาย สำหรับทุกกิโลกรัมของน้ำหนักตัวที่สูญเสียต้องดื่มน้ำประมาณ 1.5 ลิตรเพื่อชดเชย หากเราออกกำลังกายน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง น้ำคือสิ่งเดียวที่จำเป็นในการป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่ถ้าหากออกกำลังกายนานกว่าหนึ่งชั่วโมง เครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีคาร์โบไฮเดรต หรือแม้แต่น้ำผลไม้ จะช่วยได้มาก หากเรากำลังฝึกเพื่อการแข่งขันก็ควรจะฝึกการดื่มในขณะที่ออกกำลังกายด้วย อันนี้จะช่วยให้รู้ว่าเราต้องการน้ำเท่าใดและเมื่อใด มันเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรรอจนกระทั่งรู้สึกกระหายน้ำก่อนที่จะดื่ม เมื่อถึงเวลานั้นก็สายเกินไปแล้วเพราะอยู่ในภาวะขาดน้ำเรียบร้อยแล้ว

หลังการออกกำลังกาย

หลังออกกำลังมาอย่างหนักเราก็พร้อมที่จะดื่มซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้สดชื่นขึ้นเท่านั้น แต่มันช่วยเติมระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้พักฟื้นด้วย พึงระลึกว่าเราจะต้องชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปขณะออกกำลังกาย ไม่ควรรอจนกระทั่งเสร็จสิ้น ยิ่งชดเชยเร็วเท่าใดก็จะยิ่งฟื้นคืนสภาพได้เร็วเท่านั้น เครื่องดื่มเกลือแร่หรือน้ำที่มีเกลือเล็กน้อยจะช่วยได้มาก ลองกินของเค็มๆดูจะรู้สึกกระหายน้ำทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นและชดเชยน้ำได้เร็วขึ้น อย่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนหลังการออกกำลังกายเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นยาขับปัสสาวะ ซึ่งหมายความว่ามันจะเอาน้ำออกจากร่างกายเราโดยการเพิ่มปริมาณของปัสสาวะที่ไตของเราผลิต

เต้นแอโรบิค ช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น

การทำกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมให้ร่างกายคงไว้ซึ่งสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย การออกกำลังกาย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งสร้างเสริมทักษะทางกีฬา การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคต่างๆ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตและลดความเครียดได้ หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

การออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญไขมัน

เมื่อไขมันในร่างกายถูกใช้ไป เลือดของเราก็เดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดลดลง และไตรกลีเซอไรด์ลดลงเช่นกัน ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน เพิ่ม HDL ซึ่งเป็นตัวช่วยลดการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ลดน้ำตาลส่วนเกิน ป้องกันโรคเบาหวาน เพราะว่าเวลาเราออกกำลังกาย ร่างกายจะต้องใช้พลังงานมาก ร่างกายจะไปดึงเอาน้ำตาลมาแปลงเป็นพลังงาน ทำให้ระดับน้ำตาลส่วนเกินในเลือดต่ำลง ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานได้

ในชีวิตประจำวันของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานส่วนใหญ่มักจะบอกเสมอว่าไม่มีเวลาออกำลังกาย เพราะต้องทำงานประจำ แต่อย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีความสำคัญที่จะทำให้สุขภาพของท่านสมบูรณ์แข็งแรง เช่นเดียวกับอาหารที่รับประทานและน้ำที่ดื่มเข้าสู่ร่างกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นการออกกำลังกายที่มีระยะเวลานานพอสมควร การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้ได้ต่อเนื่อง และเน้นจังหวะอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจและปอดของมนุษย์มีการทำงานมากขึ้น มากกว่าการทำงานในขณะพัก

การออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค เดิน หรือวิ่ง

ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่เน้นความแข็งแรงของปอด และช่วยส่งเสริมให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น โดยสังเกตได้ว่า ครั้งๆแรกที่ไปเต้นแอโรบิค วิ่ง หรือเดินไกลๆจะมีอาการหอบและเหนื่อยง่ายมาก แต่พอไปออกกำลังกายบ่อยๆเข้า จะสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น และเหนื่อยช้าลง เนื่องจากว่าปอดและหัวใจของเราทำงานได้ดีขึ้นนั้นเอง การออกกำลังกายแบบนี้จะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้พอควร แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาน้ำหนักเกินหรือด้านสัดส่วนหมดไปในเวลาอันสั้น

, ,

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีสำหรับร่างกาย

การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ซึ่งประกอบด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเราเองอย่างเหมาะสมถูกต้อง เช่น การรับประทานอาหาร อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ การป้องกันโรค การใช้ไลฟ์สไตล์ (Life Style) ที่ถูกต้องไม่ทำลายสุขภาพของตัวเราทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือ การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกาย(กล้ามเนื้อ)มีความแข็งแรง มีความสดชื่น กระฉับกระเฉง เป็นต้น ซึ่งวิธีการออกกำลังกายนั้นทำได้หลายวิธีแตกต่างกันเช่น การเดินเร็ว ๆ การวิ่งเยาะ ๆ การเต้นแกว่งแขน ยกขา อยู่กับที่ ในบ้าน ในสนามหน้าบ้าน การรำมวยจีน ไทเก็ก การใช้ไม้พลองประกอบ การทำโยคะ การเต้นแอโรบิคที่ถูกต้อง และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูตัวเราเองว่า อายุ สุขภาพ ของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนดีที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายของเรา มากที่สุด ไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามคนอื่น ๆ

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีสำหรับร่างกายของคุณ ซึ่งควรจะออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 – 5 วันต่อสัปดาห์นะคะ ถ้าคุณสามารถทำได้ การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆน้อยลง เพิ่มความแข็งแรง และยังสามารถช่วยลดความอ้วนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมให้ร่างกายคงไว้ซึ่งสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย การออกกำลังกาย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งสร้างเสริมทักษะทางกีฬา การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่นโรคหัวใจ, โรคระบบไหลเวียนโลหิต, เบาหวาน, และโรคอ้วน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตและลดความเครียดได้

การออกกำลังกาย ไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

หลายท่านไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังกายอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น
– ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
– หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
– ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
– ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
– ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
– ขึ้นบันไดหลายขั้น
– ขุดดินทำสวนนานขึ้น
เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นถ้าเราไม่ออกกำลังหรือออกกำลังไม่พอ ร่างกายก็ผิดปกติ หย่อนสมรรถภาพ บางครั้งถึงกับเป็นโรค ผู้ที่เป็นโรคเพราะเหตุดังนี้ หากได้ออกกำลังก็หายได้ ดังนั้น จึงเปรียบการออกกำลังว่าเป็นอาหารก็ได้ เป็นยาก็ได้

 

,